VIOLET HEART Part 31
VIOLET HEART
Part 31
[Jin & Kazuya] [Yuichi & Yama-P] [Ryo & Uchi]
“ท่านคาเมะไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดแล้วจ๊ะท่านยูอิจิ”
นั่นคือคำตอบที่ได้รับจากยูอิเมื่อเขาไปยืนรอรับพระชายาที่หน้าห้องในตอนเช้า เมื่อคืนเขาก็ไม่ได้อยู่ทานมื้อเย็นกับพระชายา ไม่แม้แต่กลับไปทำงานต่อในห้องทรงงานขององค์รัชทายาท ตลอดคืนยูอิจิหายไปที่ใดไม่มีใครรู้ แต่ในเช้าวันนี้เขากลับมาพร้อมกับกลิ่นสุราอบอวล
องครักษ์หนุ่มข่มอารมณ์อย่างยากเย็นที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับผู้ที่มีอำนาจที่สุด ณ นครแห่งนี้ อำนาจที่มีมากพอจะทำอะไรก็ได้แม้แต่จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น
วินาทีที่ความบังเอิญทำให้เขาค้นพบความลับขององค์รัชทายาท ยูอิจิโกรธจนแทบลุกเป็นไฟ หากเขาไม่เข้าใจผิดว่าตู้ที่อยู่ด้านในสุดคือตู้เอกสารทรัพย์สินสาธารณะ แท้ที่จริงมันคือตู้เอกสารส่วนพระองค์ที่เก็บเอกสารจำพวกราชสาสน์สำคัญ รวมถึงบันทึกลายพระหัตถ์ถึงเรื่องสำคัญๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันตั้งแต่สมัยยังพระเยาว์ แต่เหนืออื่นใดกลับมีของบางสิ่งที่ไม่ใช่ของพระองค์เก็บอยู่ด้วยอย่างมิดชิดทีเดียว
นั่นคือมัดจดหมายนับร้อยๆฉบับที่วางอยู่ในลิ้นชักชั้นล่างสุดซึ่งโชคร้ายเหลือเกินที่เขาสุ่มเปิดมันอย่างไม่ตั้งใจ ทุกซองยังคงปิดผนึกแน่นหนาไม่มีฉบับใดถูกเปิดออกอ่าน และไม่มีฉบับใดเลยที่มันจะถึงมือผู้รับ ไม่มีสักฉบับเดียว...
จดหมายฉบับแรกของเขาเมื่อ 3 ปีที่แล้วยังคงสภาพเดิมมีเพียงสีของกระดาษเท่านั้นที่เปลี่ยนเพราะอากาศและความชื้น นี่อาจจะเฉลยความข้องใจที่มีมาตลอดว่าเหตุใดคาเมะจึงไม่เคยตอบจดหมายของตนสักครั้ง และเขาก็ใจไม่แข็งพอที่จะถามเมื่ออยู่ต่อหน้า ปล่อยให้เวลาผ่านมาเป็นปีๆจนมารู้เอาในตอนนี้ก็สายไปแล้ว...
ว่าเขาถูกรัชทายาทนิสัยเสียองค์นี้แทรกแซงมาตลอด...
ยูอิจิขมวดคิ้วเมื่อเขาเคาะประตูแล้วไม่มีการตอบรับจากข้างใน องครักษ์พวกนั้นไปไหนหรือข้างในไม่มีคนอยู่ เขาจึงเปิดเข้าไปเพื่อกลับไปสะสางงานที่ยังคงกองรอชะตากรรมอยู่ เพราะเขาเสียไปเวลาไป 1 คืนเต็มและก่อนดวงอาทิตย์ตกของวันนี้คือเส้นตาย ไม่ว่าอย่างไรก็คงต้องปั่นให้เสร็จแม้จะรู้อยู่ในใจลึกๆว่า ‘ถ้าทำได้ก็เรียกว่าเกินมนุษย์แล้ว’ ก็ตาม
แต่ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของยูอิจิดูเหมือนว่าจะไม่ได้หยุดลงแค่นั้น เบื้องหลังประตูห้องที่คิดว่าไม่มีใครอยู่ จริงๆแล้วมันถูกทำให้คิดว่าไม่มีใครอยู่ต่างหาก...
เพราะสิ่งแรกที่ยูอิจิได้เห็นคือดวงตาชุ่มด้วยหยาดน้ำที่มองมายังเขาอย่างสิ้นหวัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขายืนตกตลึงอยู่ตรงธรณีประตู หากเป็นการกระทำอันหยาบช้าของชายไร้ยางอายผู้นั้นต่างหาก
“เจ้ามาสายนะเจ้าคนต่างถิ่น”
เสียงเยาะหยันนั้นดังเข้ามาในโสตประสาทที่อื้ออึงขององครักษ์หนุ่ม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจของตนตวัดมองพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความสาสมใจอย่างเกี้ยวกราด
“ปล่อยพระชายาเดี๋ยวนี้!”
เขาลืมตัว ลืมสิ้นถึงฐานะอันต้อยต่ำถึงขนาดเกือบจะเข้าไปกระชากร่างบางลงมาจากตักของอีกฝ่าย เพียงเพราะฉลองพระองค์ของพระชายาที่หลุดลุ่ยจนเห็นถึงแผ่นท้องขาวเนียน แต่แล้วยูอิจิก็ต้องสะกดตัวเองเอาไว้ ยามนี้เขาทำได้เพียงสาปแช่งเจ้าของฝ่าพระหัตถ์ที่กอบกุมเอวเปลือยบอบบางที่กำลังสั่นระริกเอาไว้
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้ารึ อีกอย่างข้าจะทำอะไรกับของๆข้าก็ไม่เกี่ยวกับเจ้าด้วยซ้ำไป”
ยูอิจิกำหมัดแน่น ไม่เพียงวาจาที่ตอกย้ำถึงความไม่มีสิทธิ์ของเขา แต่พระองค์ยังแสดงถึงสิทธิทั้งหมดที่มีให้เขาได้เห็นอย่างกระจ่างตาทีเดียว
เสียงสะอื้นราวกับสำลักลมหายใจของตัวเองเกิดจากสาเหตุใดยูอิจิไม่มีวันรู้ 2 ปลายดัชนีที่สอดแทรกอยู่ในอุ้งปากเกี่ยวกระหวัดไม่ให้คาเมะมีโอกาสได้เอ่ยสิ่งใด แต่ทว่าพร้อมกันนั้นฝ่าพระหัตถ์อีกข้างก็เลื่อนหายลงไปภายใต้รอยแยกของชุดที่ถูกแหวกลงมากองอยู่ที่สะโพก สิ่งที่เห็นอย่างรำไรคือแผ่นท้องที่หดเกร็งและพยายามส่ายหนีจนทำให้ชุดนั้นยิ่งขยับล่นลงมามากกว่าเดิม
แล้วน้ำตาของพระชายาก็หลั่งริน....
นั่นคือสิ่งที่ยูอิจิทนไม่ได้มากที่สุด
หยดน้ำใสกระเซ็นยามใบหน้างดงามสะบัดหนีปลายนิ้วจาบจ้วงจนพ้น ด้วยมือทั้งสองที่ไม่อาจช่วยตัวเองได้คาเมะทำได้เพียงก้มหน้าหลบหนีสายตาของผู้มาใหม่อย่างท้อแท้ แต่กระนั้นยูอิจิก็ยังเห็นกลีบปากเรียวที่ถูกขบเข้าหากัน
กี่ครั้งแล้วที่คาเมะถูกใช้เป็นเครื่องมือสนองความเจ้าคิดเจ้าแค้นหึงหวงอันไร้สาระ กี่หนแล้วที่ความเอาแต่ใจของชายผู้นี้ทำร้ายผู้คนรอบข้างไม่จบไม่สิ้น และต้องอีกกี่ครั้งกันที่เขาจำต้องทนมองคนๆนี้ใช้คาเมะเป็นที่รองรับอารมณ์ไร้ขอบเขตของตัวเอง
“ได้โปรด...”
นั่นคือน้ำเสียงอ้อนวอนอันแผ่วเบาที่ดังมากจากริมฝีปากบวมช้ำที่ไม่รู้ว่าเกิดจากฟันคมของเจ้าตัวเองหรือเพราะ...องค์รัชทายาท
แต่ที่ยูอิจิรู้ เสียงนั้นมิได้เอ่ยวอนให้เจ้าชายไร้ยางอายองค์นี้หยุดทรมานตนเอง แต่กลับเป็นเขา สายตาเปียกปอนนั้นกำลังอ้อนวอนเขา...
ราวกับคาเมะยินยอมรับชะตากรรมที่มิควรจะได้รับ และไม่อาจรู้ด้วยซ้ำว่าสาเหตุที่ถูกกระทำถึงขนาดนี้มันเพราะตัวเขาทั้งสิ้น พระเนตรคมกริบจับจ้องเขาอย่างเกลียดชัง ยิ่งพระองค์แตะต้องให้คาเมะสะท้านมากเท่าใด โอษฐ์นั้นก็ยิ่งเพิ่มรอยยิ้มหยันให้เขามากเท่านั้น
นี่หรือ...คือการแสดงความจงเกลียดจงชังเขาที่บังอาจหลงรักชายาของพระองค์...
นี่หรือ...คือความสาแก่ใจเพราะเขาบังเอิญพบความลับที่ซุกซ่อนเอาไว้มาเนิ่นนาน…
“ท่านมันเลวที่สุด”
ยูอิจิประณามเจ้าชายผู้สูงศักดิ์อย่างไม่เสียดายชีวิตด้วยนสียงอาฆาต หากวันนี้เขาถูกสั่งเฆี่ยนอีกร้อยทียังไม่เจ็บใจเท่ากับสิ่งที่พระองค์กระทำอยู่ในตอนนี้เลย
“อาฮะ คิดว่าเจ้ารู้นานแล้วเสียอีก”
สิ้นประโยคนั้นพระโอษฐ์จองหองก็ไม่ว่างพอจะตรัสสิ่งใดอีก เพราะเจ้าของได้ใช้มันครอบครองริมฝีปากของคาเมะอย่างแนบสนิท ใบหน้างดงามถูกรั้งให้หงายเงยรับจุมพิตที่บังคับเอาอย่างหนักหน่วง ดวงเนตรที่เคยจับจ้องเขามาตั้งแต่ต้นกลับละไปทอดพระเนตรดวงหน้าของผู้ที่อยู่ในอ้อมแขน
แล้วลมหายใจขององครักษ์หนุ่มก็แทบหยุดชะงักเมื่อเห็นสายตาของเจ้าชาย ความหึงหวงอันแสนก้าวร้าวราวกับเด็กไร้ความคิดอันตรธานหายไปทันใดเพียงได้สบประสานกับดวงตาสีอำพันเปียกชื้นคู่นั้น
แล้ววินาทีนั้นยูอิจิก็รู้ว่าเขากำลังถูกขับไล่ไสส่ง ธุระที่จะโอ้อวดสิทธิอำนาจหมดลงเพียงเท่านี้ เมื่อตระหนักได้ว่าความสำราญของพระองค์หาใช่การแก้แค้นอีกต่อไป ไม่ว่าด้วยความพลั้งเผลอหรือจงใจร่างบางก็ถูกรั้งเข้ามาแนบสนิท ที่ปรากฏในสายตาสั่นระริกของยูอิจิยามนี้คือแผ่นหลังขาวนวลกับข้อมือเล็กที่ถูกพันธนาการด้วยเชือกทั้ง 2 ข้าง และแววตาอ้อนวอนครั้งสุดท้ายที่คาเมะส่งมาให้...
ได้โปรด...ออกไปเสียที
เมื่อร่างบางหลับตาลงไล่หยาดน้ำที่เอ่อคลอจนล้นปริ่ม มันไหลผ่านผิวแก้มสีเรื่อและร่วงหล่นลงบนฝ่าพระหัตถ์ที่ประคองใบหน้างามเอาไว้ หัวใจของเขาก็ปวดร้าวจนทนแทบยืนอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ไม่ไหว เขาถอยออกมาอย่างเงียบกริบ ระวังมิให้คาเมะได้ลืมตาขึ้นมาเพราะเสียงของการจากไป
ความเจ็บช้ำของเขาอาจไม่ได้รับการทดแทน สิ่งที่ถูกแย่งชิงไปคือทั้งหมดของหัวใจที่ถึงจะพยายามยอมรับความเป็นจริงสักกี่ครั้งรอยร้าวแสนสาหัสก็ไม่อาจลบเลือนได้
จงอย่าลืมตา...
แม้ว่าสิ่งที่ได้ประจักษ์ในตอนนี้จะไม่ใช่เพียงนิสัยอันเลวร้ายของเจ้าชายแห่งโซระเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่พระองค์หยิบยื่นให้ทั้งเขาและคาเมะทำให้ยูอิจิไม่อาจแยกแยะความถูกผิดใดๆได้อีกแล้ว
องครักษ์หนุ่มปิดประตูให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ และยืนมองมันอย่างกล้ำกลืนราวกับมันคือใบหน้านองน้ำตาของคาเมะ
จงอย่าลืมตา...
เขาภาวนาซ้ำๆอยู่อย่างนั้น อย่าลืมตาขึ้นมาคาเมะ อย่าได้เห็นสายตาของชายผู้นั้นที่มองเจ้า
เขาจะไม่ให้อภัยคนที่ทำให้คาเมะมีน้ำตา ต่อให้คนๆนั้นจะมองคาเมะด้วยสายตาปรารถนาที่จะครอบครองเพียงใด แม้ความลุ่มหลงในแววตาคู่นั้นไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย หรือต่อให้มีความรู้สึกอื่นใดซุกซ่อนอยู่ภายใต้นัยน์ตาสีสนิมเหล็กคู่นั้น
จงอย่าได้เห็นเลยคาเมะ แม้มันจะคือสิ่งที่เจ้าปรารถนาอยู่ลึกๆในหัวใจของเจ้าก็ตาม...
อะไรบางอย่างคล้ายจะทะลักออกมาจากภายใน ที่น่าโมโหก็ตรงที่มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถบอกออกมาเป็นคำพูดหรือแม้แต่จะคิดให้เป็นรูปเป็นร่างได้
องค์รัชทายาททอดพระเนตรแพรขนตาที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำและไม่คิดจะปาดเช็ดสายน้ำที่เอ่อรินให้สักนิด แต่ถึงอย่างไรมันก็ซึมไปกับฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์ที่ประคองใบหน้านางพญาอย่างไม่ตั้งใจอยู่ดี
คามะยังไม่ลืมตา นั่นคงเพราะรู้ว่ากำลังถูกมองอยู่แต่น้ำตาหยุดไหลลงแล้ว ต่อจากนี้ก็ได้แต่เดาว่า นางพญาจะแผลงฤทธิ์อะไรใส่พระองค์อีก เมื่อคิดได้เช่นนั้นโอษฐ์ร้อนผ่าวก็รีบช่วงชิงสติสัมปชัญญะของนางพญาโดยไว
ไม่ใช่ว่าเกรงกลัว แต่กว่าจะรอให้เจ้าองครักษ์ต่างถิ่นนั่นมาถึง จินต้องกลั้นใจอดทนอดกลั้นแทบเป็นแทบตาย กว่าจะถึงนาทีนี้การทำได้แค่แตะๆต้องๆมันทรมานยิ่งกว่าต้องกลั้นใจกินยาขมเสียอีก
จุมพิตที่หนักหน่วงขึ้นทำให้คาเมะเกือบลืมตาเพราะความตกใจ แต่ทำอย่างไรจินก็ไม่อาจได้เห็นนัยน์ตาสีน้ำผึ้ง มันช่างน่าหงุดหงิดอะไรเช่นนี้ที่จะไม่ได้รู้ว่าดวงตาคู่นั้นกำลังแสดงความรู้สึกเช่นไรอยู่
ในที่สุดเจ้าชายก็ผละจากกลีบปากแดงก่ำ คาเมะหอบหายใจทันทีทันใดราวกับขาดอากาศมาหลายนาทีแต่แล้วลมหายใจของนางพญาก็ขาดช่วงอีกครั้งเมื่อร่างทั้งร่างถูกยกขึ้นและร่วงลงบนโต๊ะทรงงานอย่างไม่ปรานีนัก
ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตกใจ สะโพกกระแทกกับโต๊ะเจ็บไม่ใช่น้อยแต่ที่เจ็บกว่าคือแขนทั้งสองที่ถูกมัดเอาไว้ต้องรับน้ำหนักร่างกายอย่างไม่ทันตั้งตัว คาเมะกัดริมฝีปากจ้องหน้าคนแกล้งตาขวาง ช่างให้ความรู้สึกเหมือนงูเห่าที่กำลังแผ่แม่เบี้ย...
ร่างสูงก้าวมายืนติดขอบโต๊ะ แล้วอ้อมสองหัตถ์มาแกะเชือกที่มัดข้อมือให้พร้อมกับยิ้มราวกับมันคือพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่
ดวงเนตรหรี่มองชายผ้าที่คาเมะรีบรวบขึ้นมาขยุ้มไว้ที่เอว ดูจากรอยแดงที่ข้อมือขาวก็ยิ่งแน่ใจว่าไม่คิดผิดที่ยอมปล่อยมือเล็กให้เป็นอิสระ เพราะจินไม่พิสมัยรอยช้ำที่อื่นใดนอกจากบนผิวอ่อนละมุนที่เย้ายวนสายตาเท่านั้น
แล้วเสื้อผ้าที่นางพญาพยายามรวบขึ้นมาปิดบังส่วนน่าอายก็ต้องร่วงลงไปอีกครั้ง จินใช้หัตถ์เพียงข้างเดียวรวบข้อมือคาเมะแล้วกดอีกฝ่ายหงายล้มลงไปบนโต๊ะนำพาให้สิ่งของบริเวณนั้นร่วงหล่นอย่างไม่ใยดี
ระหว่างท่อนขาเรียวถูกแทรกกลางด้วยวรกายสูงสง่า ยามที่โน้มกายลงเหนือร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดระแวง ชัยชนะที่อุดมไปด้วยความขี้โกงและเจ้าเล่ห์เพทุบายก็ฉายชัดในดวงเนตรคมอย่างเปิดเผย ทุกครั้งที่ตรึงร่างบางไว้ด้วยลักษณะเช่นนี้ จินยอมรับอย่างลูกผู้ชายเต็มตัวเลยว่าชายาของพระองค์น่าขย้ำยิ่งนัก....
เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่จินไม่ตรัสสิ่งใดที่สร้างความอับอายให้แก่นางพญา แต่สายตาของพระองค์ก็ทำให้คาเมะแทบอดรนทนไม่ไหว ความเงียบทำให้ประสาทของคาเมะตึงเครียด เสียงลมหายใจอันแผ่วเบาของเจ้าชายกดดันความตื่นกลัวที่เขาพยายามซุกซ่อนเอาไว้ และเมื่อพักตร์ขององค์รัชทายาทขยับลงมายังเป้าหมายซึ่งจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากริมฝีปากกระจับบาง คาเมะสะบัดใบหน้าหลบตามสัญชาตญาณ พระโอษฐ์จึงกดหนักลงบนลำคออุ่น ชีพจรตอบรับสัมผัสด้วยการเต้นรัวกว่าที่ควรจะเป็น แต่ถึงไม่ได้จูบที่ริมฝีปากก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ซอกคอหอมกรุ่นก็ให้ความรู้สึกดีไม่น้อยกว่ากัน เรียวโอษฐ์และปลายนาสิกกดหนักๆบริเวณซอกหูจุดที่ทำให้ร่างบางสะท้านไปทั้งกาย และคาเมะก็เริ่มต่อต้านในที่สุด มือเล็กปัดป่ายและคอยผลักพระอังสาที่ไม่มีท่าทีจะขยับเขยื้อนไปไหน
เส้นเอ็นที่ลำคอของนางพญาตึงเพราะความพยายามที่จะไม่ให้เจ้าชายได้ครอบครองริมฝีปาก เมื่อพยายามมา 2 ครั้งแล้วไม่อาจจูบกลีบปากอิ่มได้จินก็ไม่เสียเวลาดื้อดึง
ไม่อยากเชื่อว่าระหว่างที่กำลังปราบพยศร่างน้อยๆจะต้องอดทนอดกลั้นขนาดนี้ ทุกครั้งที่ร่างบางขยับต่อต้านทุกส่วนที่แนบสนิทก็จะบดเบียดกันอย่างไม่ตั้งใจ ไม่เพียงแต่พระองค์ที่ถูกผลกระทบจากการดิ้นรน แต่อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกรู้สาใดๆสิ่งที่ตื่นตัวเสียดสีกับแผ่นพระอุทรแข็งแกร่งบอกให้องค์รัชทายาทรู้อยู่ตลอดเวลา
มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ร่างกายคาเมะจะตอบสนองต่อให้จิตใจยังคงต่อต้าน แต่ยามนี้ที่จินสงสัยคืออาการสั่นเทาที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมาจากความกลัวหรือกำลังข่มอารมณ์ร้อนผ่าวของตัวเองกันแน่
เสียงหอบสะอื้นดังอยู่ในมวลอากาศ คาเมะนอนหอบหายใจทิ้งราวกับลูกแมวใกล้หมดแรง เหลือเพียงดวงตาเกี้ยวกราดที่ไม่เคยละจากพระพักตร์ของพระองค์ เพราะไม่ว่ากี่ครั้งที่จินผละจากซอกคอก็จะได้สบประสานกับดวงตาชื้นด้วยหยาดน้ำแดงก่ำทุกครั้งไป
ถ้าหากโกรธขนาดนั้นก็น่าจะดิ้นให้สุดกำลังไปเลยจะดีกว่า เจ้าตัวไม่รู้หรือไงว่าแบบนี้ยิ่งมีแต่ทำให้ตัวเองน่ารังแกเข้าไปอีก !
แต่แล้วพระพักตร์ก็ผละจากใบหูนุ่มด้วยท่าทางอ้อยอิ่งสู่แผ่นอกขาวผิวนางพญาช่างละมุนไปด้วยความหอมและยังนวลเนียนผิดธรรมชาติบุรุษ แต่วินาทีนั้นจินไม่มีเวลานึกถึงพระอนุชาองค์เล็กที่มีผิวเนียนนุ่มราวกับทารกไม่แพ้นางพญาเสียเท่าไหร่ เมื่อแตะปลายลิ้นชื้นทักทายปลายอกสีชมพูเรื่อ ทั้งร่างก็บิดเร้าหาอิสระทันทีทันใด แผ่นท้องแบนราบหดเกร็งจนแทบเห็นแนวซี่โครง ในไม่ช้าปุ่มเล็กๆทั้งสองก็กลายเป็นสีแดงก่ำ และรอบๆบริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยสัญลักษณ์แห่งการเป็นเจ้าของอยู่ทั่วไปหมด
ยามนี้คาเมะไม่ได้มองมาที่จินอีกแล้ว ดวงตาสีอำพันเลื่อนลอยคล้ายกับตกอยู่ในภวังค์ และจินรู้ว่านั่นไม่ใช่อาการของคนหมดอาลัยตายอยากแต่คาเมะกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสปลุกเร้านี้แล้วต่างหาก
ไม่ใช่ว่าไร้การขัดขืนโดยสิ้นเชิง บางครั้งนางพญาก็ผวาเพราะความรู้สึกที่ก่อตัวริ้วขึ้นมาจากสิ่งที่พระองค์ปรนเปรอและทำท่าว่าจะผลักไสแต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการที่แน่นหนานั้นไปได้ โอษฐ์ร้อนผ่าวราวกับไปนาบไฟร้อนระอุมาลากไล้สู่แผ่นท้องแต่ฝ่าพระหัตถ์ข้างที่ว่างอยู่กลับล่วงเกินไปถึงเรียวขาด้านในที่นางพญาไม่อาจหลีกหนีได้ คาเมะสะอื้นด้วยเสียงที่ไม่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากแต่เป็นเสียงลมหายใจที่เว้าวอนราวกับจะขาดรอนๆไปกับการเคลื่อนไหวของฝ่ามือ
แต่แล้วในอึดใจต่อมา นางพญาก็นิ่งงันไปด้วยความตกตลึง…
- - - - - - - -- -
ไม่ได้ตั้งใจจะคาไว้แค่นี้เลย แต่เพราะมันจำเป็นต้องหยุดไว้แค่ฉากนี้จริงๆ คริๆๆๆ ( ไม่ได้แกล้งน๊า)
ขอให้ตอนที่ 31 ครึ่งๆกลางๆนี้ แทนคำว่า คิดถึง ฟิค กับ ผู้อ่าน มากๆๆๆๆๆนะคะ
สำหรับเรื่อง หนังสือที่จะวางในงาน Fiction For Sale นั้นจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่งเร็วๆนี้ค่ะ
พร้อมกันนั้น สำหรับหนังสือที่ถูกสั่งซื้อมาทุกเล่ม จะจัดส่งให้ภายในวันเดียวกับ Fic For Sale ค่ะ
สุดท้าย... คนๆนี้ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจจากสิ่งที่ตัวเองรักเลย
และไม่เคยลืมว่ามีความสุขกับสิ่งนี้แค่ไหน
และ ขอ ขอบคุณทุกคนที่รอคอยมาตลอดค่ะ ขอบคุณจริงๆ ^ ^

เพราะจะได้เห็นความรู้สึกบางอย่างที่มันซ่อนอยู่บ้าง งี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด





